scatter...

learning to blog...


PORTFOLIO  

เผยอาหาร 10 อย่างที่ไม่ควรกินมากเกิน

(Source: youtube.com)

มะเร็ง คือ ธรรมชาติ (Cancer is Natural)

นี่คือสิ่งที่คุณไม่เคยคาดคิดมาก่อนเลยว่า จะมีผู้ใดกล่าวว่า - มะเร็ง คือ ธรรมชาติ (Cancer is Natural)

 มะเร็ง คือ ธรรมชาติของวิวัฒนาการของเซลล์ในร่างกายคนเราน่าแปลกใจไหมครับ ?ขออนุญาตให้ผมได้อธิบายหน่อย…. ไม่กี่วันมานี้ ในขณะที่ผมกำลังทำงานวิจัยเกี่ยวกับวิวัฒนาการผมพบสาระสำคัญ คือ การปรับตัว (adaptation)เมื่อเซลล์ในร่างกายของเราผ่าเหล่า (mutate) ไปเพราะสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนไป เพื่อทำให้เราสามารถปรับตัวไปตามเปลี่ยนแปลงนั้นได้ เราเรียกการปรับเปลี่ยนนั้นว่า - การปรับตัว (adaptation)

หากผมของเรายาวขึ้น เพื่อตอบสนองต่ออากาศหนาวจัด - นั่นก็คือการปรับตัวหากเซลล์ผมของเราหยุดยาว เพื่อตอบสนองต่ออากาศร้อน - นั้่นก็คือการปรับตัว

เมื่อเราปรับตัวไปตามสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนไปได้สำเร็จ วิวัฒนาการจึงเกิดขึ้นเป็นเหตุ-เป็นผลไหมครับ ?อีกครั้งนะครับ - เซลล-ผ่าเหล่าไป-เพื่อปรับตัวตามสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนไป มันเป็นสิ่งที่เป็นธรรมชาติ

มะเร็ง คือ กลุ่มของเซลล์ที่ผ่าเหล่าไปเพราะสภาพแวดล้อมที่ไม่เป็นธรรมชาติ-อันเนื่องมาจากการที่เลือดของเรากลายเป็นพิษเกินกว่าที่เซลล์จะมีชีวิตต่อไปได้ ถ้าหากเซลล์เหล่านั้นไม่ผ่าเหล่าไป เซลล์เหล่านั้นจะป่วยและตาย เซลล์เหล่านั้นจึงตอบสนองอย่างเป็นธรรมชาติด้วยการผ่าเหล่า เพราะเซลล์ในร่างกายมนุษย์มีความสามารถที่จะปรับตัวเพื่อรับมือกับการเปลี่ยนแปลง การปรับตัวของเซลล์จึงเป็นสิ่งที่เป็นธรรมชาติ

เป็นที่น่าเสียดายว่า คุณหมอทั่วโลก บอกกับเราว่า วิธีการรักษามะเร็ง คือ การบำบัดด้วย-คีโม หรือการทำลายเซลล์มะเร็งด้วยรังสี แต่สิ่งที่คุณหมอไม่ได้บอกเราคือ ทำไมเซลล์มะเร็งจึงผ่าเหล่าตั้งแต่แรก ? อย่างไรก็ตาม-เมื่อสภาพแวดล้อมเปลี่ยนไป เซลล์อีกจำนวนมากก็จะผ่าเหล่า-ต่อไปอีก-ไม่เร็วก็ช้า นั่นเป็นสาเหตุที่เราพบเห็นผู้ป่วยมะเร็งถูกให้คีโม ดีขึ้นเพียงชั่วคราว แล้วกลับทรุดลงไปใหม่อีก

จากมุมมองของเซลล์ หากมันไม่ผ่าเหล่า-มันจะต้องตาย การผ่าเหล่าของเซลล์จึงเป็นธรรมชาติ มะเร็ง แท้จริงแล้ว คือ วิวัฒนาการของกลุ่มเซลล์ที่พยายามรอดตายจากสภาพแวดล้อมที่เป็นพิษ แต่ทั้งหมดนี้ก็กลายเป็นสิ่งที่ควบคุมไม่ได้ เพราะเซลล์เหล่านั้นลงเอยด้วยการ-ฆ่าร่างกาย แต่นั้นไม่ใช่ประเด็นที่แท้จริง

มะเร็ง คือ วิวัฒนาการของกลุ่มเซลล์ที่พยายามจะรอดตายในสภาพแวดล้อมที่เป็นพิษอย่างสูง เราต้องพยายามทำความเข้าใจในประเด็นนี้ให้ชัดเจน การพยายามฆ่าเซลล์เหล่านั้น-โดยไม่ได้เปลี่ยนแปลงสภาพแวดล้อม เปรียบได้กับการฆ่าแมลงวัน โดยไม่ได้พยายามเอาขยะออกไป

เอาละ คุณจะลงมืออย่างฉับพลัน-เพื่อปรับปรุงสภาพแวดล้อมของคุณอย่างรวดเร็วได้อย่างไร มีวิธีการง่ายๆด้วยกัน 3 วิธี คือ:1. หายใจลึกๆ - หายใจลึกๆสิ่งแรกที่กระตุ้นให้เซลล์ผ่าเหล่าและกลายเป็นเซลล์มะเร็งคือ การขาดออกซิเจนเซลล์มะเร็งปรับตัวเพื่อรอดชีวิตในสภาพแวดล้อมที่มีระดับออกซิเจนต่ำ ยิ่งมีออกซิเจนต่ำเท่าไร เซลล์มะเร็งก็ยิ่งเติบโตได้มากขึ้นเท่านั้น เพราะนี่คือวิวัฒนาการของเซลล์ที่ปกติซึ่งต้องการจะรอดชีวิตอยู่ได้ในสภาพแวดล้อมที่มีระดับออกซิเจนต่ำ - วิธีแก้ไขคือ หายใจลึกๆ ซึ่งเป็นการออกกำลังง่ายๆที่ทำได้ทุกเช้าเพื่อเพิ่มระดับออกซิเจนให้กับเลือด

เดิน 5 นาทีแล้วหายใจแบบนี้ คือ หายใจเข้า 4 ครั้ง ติดกัน กลั้นหายใจแล้วนับ 1 ถึง 4 หายใจออกช้าๆ 4 ครั้ง ติดกัน

ทำอย่างนี้ครับ»»1-2-3-4

ทำอีกครั้งครับ»»1-2-3-4

ผมหายใจเข้าทางจมูก »»กลั้นใจแล้วนับ 1-2-3-4หายใจออกทางปาก

หายใจเข้าไปในท้อง ไม่ใช่หายใจเข้าไปในอก นี่คือวิธีการหายใจที่ถูกต้องถ้าหากไม่มีที่เดิน ให้เดินในห้องนอนของคุณ เพราะมันมีที่พอสำหรับการออกกำลังของเราทุกวิธี

วิธีที่ 2 หยุดรับประทาน-กรดสิ่งที่สองที่มากระตุ้นเซลล์ให้ผ่าเหล่ากลายเป็นเซลล์มะเร็ง คือ สภาพแวดล้อมที่เป็นกรด เพราะนั่นคือการตอบสนองที่จะทำให้เซลล์รอดชีวิตได้ในสภาพแวดล้อมที่เป็นกรด เซลล์ที่ผ่าเหล่าจะตายในสภาพแวดล้อมที่เป็นด่าง และเติบโตในสภาพแวดล้อมที่เป็นกรด คุณจะทำให้ร่างกายของคุณเป็นด่างได้ ก็ด้วยการรับประทานอาหารที่เป็นด่างมากขึ้น

น้ำผัก น้ำผลไม้ มีประสิทธิภาพสูงมาก งดน้ำตาล โคคา-โคล่า เปปซึ่ และน้ำอัดลมทุกชนิด กาแฟ เนื้อสัตว์ นม บุหรี่ และ แอลกอฮอล์ รับประทานผักสดสีเขียว ผลไม้สด น้ำด่าง และน้ำมะพร้าว หากคุณต้องการเห็นการเปลี่ยนแปลงของสุขภาพอย่างน่าอัศจรรย์ในระยะเวลาอันสั้น ดื่มน้ำผักสดปั่นทุกเช้า โดยไม่ต้องรับประทานอะไรอีกเลย จนกว่าจะถึงมื้อเที่ยง-นำผักใบเขียวหลากชนิด มะเขือเทศ แตงกวา ปั่นกับน้ำสะอาดแล้วดื่ม คุณอาจจะคิดว่า มันไม่น่าดื่มเลย แต่มันไม่เลวร้ายและออกจะอร่อยด้วยซ้ำไปเมื่อคุณคุ้นเคยกับมัน

วิธีที่ 3 ดูแลร่างกายของคุณความเครียด ทำให้ระบบภูมิคุ้มกันอ่อนแอ ความเครียด คือ ฆาตกรเบอร์หนึ่ง และเป็นต้นเหตุที่ก่อให้เกิดโรค-ทุกโรคความเครียด เพิ่มกรดและส่งผลกระทบต่อทุกสิ่งทุกอย่างในร่างกาย มันจึงเป็นสิ่งที่สำคัญมากที่เราจะต้องทำจิตใจให้แข็งแรงเบิกบานอยู่เสมอ

คุณจะทำเช่นนั้นได้อย่างไร ? ทำสมาธิ ดูหนังตลก ละเว้นจากการดูข่าวร้ายและเรื่องเลวร้าย อ่านหนังสือดีๆที่ทำให้เกิดแรงบันดาลใจ หาสัตว์มาเลี้ยง พบเพื่อนใหม่ๆ สัมพันธภาพใหม่ๆ ปลดความทุกข์ความสลดใจเก่าๆและสิ่งเลวร้ายต่างๆที่ผ่านไปแล้ว และแชร์ข้อมูลนี้ให้กับผู้อื่นต่อไปให้มากที่สุดที่คุณจะทำได้

ความเจ็บปวด และ ความเสียหาย ที่เกิดจากการบำบัดด้วยคีโม เลยเถิดไปอย่างเหนือคำบรรยายช่วยให้ผู้อื่นตื่นจากฝันร้ายที่เกิดจากโฆษณาชวนเชื่อของผู้ผลิตยากันเสียที การป้องกันและรักษาตนเองให้หายจากมะเร็งเป็นสิ่งที่ง่ายดายเสียจนแทบจะเป็นเรื่องตลกอย่างเหลือเชื่อ

ใช้ความคิดให้ถูกต้องจงเปลี่ยนน้ำในบ่อปลาเมื่อปลาป่วย เพราะการทำลายบ่อปลา ไม่ใช่ทางออกที่ถูกต้องมาช่วยกันทำให้โลกของเราในวันนี้-น่าอยู่ขึ้น

Shafin de Zane - บรรยาย (ภาษาอังกฤษ)http://www.youtube.com/watch?v=P_OHAtVzeB0ดร.ชนิสา อรรถจินดา - แปล

— Chanisa Arthachinda, Ph.D.Arthachinda Group Co., Ltd

เพียงแค่ “อึ” ออกมาเท่านี้ คุณก็สามารถรู้แล้วว่า สุขภาพของคุณในช่วงนั้นเป็นอย่างไร

อาจารย์ท่านนี้เองที่คิดค้น “การตรวจสุขภาพแบบใหม่” ที่สามารถตรวจได้ทุกวัน และไม่สิ้นเปลืองทรัพย์สินเงินทองเลยสักนิด เพียงแค่ “อึ” ออกมาเท่านี้ คุณก็สามารถรู้แล้วว่า สุขภาพของคุณในช่วงนั้นเป็นอย่างไร

ลักษณะของ “อึ” แบ่งเป็น 7 แบบด้วยกัน

แบบที่ 1 “อึแบบกล้วย”

มีสีเหลือง มีกลิ่นแบบพอรับได้ มีปริมาณน้ำประมาณ 80 เปอร์เซ็นต์ ไม่แข็งและไม่นิ่มจนเกินไป เมื่อตกลงน้ำแล้วจะลอยตัว พร้อมจะมีเศษหลุดออกมา อึแบบนี้เป็นอึที่มีสภาพดีมาก บอกถึงสภาพจิตใจที่ดี และอาหารที่รับประทานก็มีความสมดุลต่อร่างกาย ควรรักษาให้มีอึแบบนี้ตลอดไปจะดีต่อสุขภาพของคุณ

แบบที่ 2 “อึแบบผอม”

มีสีน้ำตาลแดงปนดำ มีน้ำประมาณ 83 เปอร์เซ็นต์ เวลาปล่อยจะมีลักษณะขาดเป็นช่วงๆ คล้ายเส้นอุด้ง รูปร่างผอมลีบ เหลวข้น และมีกลิ่นเหม็นเปรี้ยว อึแบบนี้จะมาจากคนที่กล้ามเนื้อท้องมีปัญหา อาจเกิดจากการขาดสารอาหาร หรือกำลังอยู่ในช่วงที่ลดน้ำหนักจนมากเกินไป อึแบบนี้ไม่ดีนัก ควรปรับปรุงด้วยการกินอาหารที่มีประโยชน์มากขึ้น และดูแลลำไส้ให้ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพด้วยของหมัก อาทิ ผักดอง หรือโยเกิร์ต

แบบที่ 3 “อึแบบดินโคลน”

มีสีน้ำตาลแดงเข้มค่อนไปทางดำ มีกลิ่นแรงและเหม็นมาก ลักษณะเป็นดินโคลนมีน้ำประมาณ 88 เปอร์เซ็นต์ ถ่ายครั้งละมากๆ คล้ายกับคนเป็นท้องเสีย อึแบบนี้เป็นเพราะร่างกายดูดซึมน้ำไม่เพียงพอ ต้องระวังลำไส้จะเป็นแผล ดังนั้นควรพักผ่อนเยอะๆ เพราะการอึแบบนี้เป็นสัญญาณของการอดนอน อีกทั้งควรกินอาหารที่มีไฟเบอร์เยอะๆ งดอาหารเผ็ด หรือชา กาแฟ ถ้าอึเป็นแบบนี้นานๆ ควรไปปรึกษาแพทย์เพื่อเช็กสุขภาพอย่างละเอียดอีกครั้ง

แบบที่ 4 “อึแบบน้ำ”

มีโอกาสเป็นได้หลายสี ยกเว้นสีน้ำตาล ถ่ายแต่ละครั้งจะมีปริมาณประมาณ 2-3 ถ้วยกาแฟเลย ลักษณะเป็นน้ำ มีกลิ่นเหม็นมาก อึแบบนี้คือ อึที่ลำไส้ไม่ทำหน้าที่ดูดซึมน้ำ สาเหตุก็คงมาจากเรื่องของความเครียด พักผ่อนไม่เพียงพอ หรือกินอาหารไม่ถูกสุขลักษณะ ดังนั้นควรจะพักผ่อนเยอะๆ ทำจิตใจให้สบาย และงดอาหารจำพวกที่มีไขมันและโปรตีนสูง ควรกินผักเยอะๆ แทน และถ้ายังอึเป็นเช่นนี้ติดต่อกันเป็นเวลานานควรรีบปรึกษาแพทย์โดยด่วน

แบบที่ 5 “อึแบบแข็งปนน้ำ”

มีโอกาสเป็นได้หลายสี ถ่ายออกมาแต่ละครั้งมีปริมาณประมาณ 1-2 ถ้วยซุป อาจจะเหม็นบ้างไม่เหม็นบ้าง มีลักษณะเป็นน้ำประมาณ 60-90 เปอร์เซ็นต์ และแต่ปริมาณก้อนเศษอาหารที่ผสม อึแบบนี้จะถ่ายออกมาในลักษณะเป็นน้ำสลับแข็ง หรือพร้อมๆ กัน บ่งบอกได้ว่าลำไส้ขาดความแข็งแรงแล้ว อาจเพราะความเครียด หรือมีโรคภัยไข้เจ็บเกิดขึ้น ดังนั้นควรพักผ่อนให้เพียงพอ หรือไม่ก็ไปพบแพทย์เพื่อตรวจสุขภาพโดยละเอียดอีกครั้ง

แบบที่ 6 “อึแบบแข็ง”

มีสีน้ำตาล น้ำตาลแดง หรือดำ มีลักษณะเป็นก้อนหินเม็ดเล็กๆ ประมาณ 2-10 เม็ดเหมือน ‘ขี้กระต่าย’ มีกลิ่นเหม็นมาก และทุกเม็ดแข็งมากๆ นั่นเพราะในลำไส้ขาดน้ำ และอึเม็ดเล็กๆ ไปแข็งอยู่ในลำไส้นาน จึงส่งผลทำให้เกิดโรคท้องผูก ดังนั้นผู้ที่มีอึแบบนี้จึงควรดื่มน้ำเยอะ และทานอาหารที่มีไฟเบอร์ เพื่อให้ลำไส้ทำงานดีขึ้น และที่สำคัญอย่ากลั้นอึเด็ดขาด มิฉะนั้นโรค “ริดสีดวงทวาร” จะถามหาเอา

แบบที่ 7 “อึแบบดีที่สุด”

มีสีเหลืองทอง น้ำหนัก 400 กรัม กลิ่นไม่แรงมากนัก มีลักษณะเป็นขดเป็นวง (เหมือนในการ์ตูน) เสมือนอึแบบกล้วยที่ยาวมากจนขดกันเป็นวงโดยที่ไม่ขาด แถมยังมีความนุ่มนวลอีกด้วย เจ้าของอึแบบนี้ ต้องบอกว่ามีสุขภาพที่ดีเยี่ยม แถมยังมีสภาพจิตใจที่อยู่ในสภาวะสมบูรณ์สุดขีด

สรุปบทสัมภาษณ์ ศ.นพ.ธีระวัฒน์ เหมะจุฑา แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านสมอง รพ.จุฬาฯ สภากาชาดไทย

ในรายการ พราวไนท์ ช่อง 9
*ทำตัวอย่างไร เราก็จะได้อย่างนั้น กินอะไรเข้าไป ก็จะได้อย่างนั้น*
คุณหมอแนะนำ ดังนี้
- ต้องไม่เครียด
- กากใยจากผัก ผลไม้ คือกากช่วยชีวิต ยิ่งทานเยอะ ยิ่งช่วยชีวิต ช่วยเปลี่ยนหน้าตาแบตทีเรีย หรือจุลลินทรีย์ในลำไส้ให้เป็นชนิดดี
- น้ำส้มคั้นที่เอาแต่น้ำมากิน และทิ้งกากไป ดื่มไม่มีประโยชน์ เพราะกากนั้นคือกากช่วยชีวิต
- ตื่นเช้าขึ้นมาให้กินน้ำผักผลไม้ปั่นโดยไม่ต้องแยกกาก ให้กินทั้งกาก
- ทุเรียนหรือข้าวเหนียวมะม่วง ทานได้ แต่ให้ทานเพียงแค่พอชื่นใจ ไม่ใช่ทานเป็นของหวาน และเมื่อทานทุเรียนหรือข้าวเหนียวมะม่วงมื้อใด ให้งดอาหารหลัก งดข้าวในมื้อนั้นไปเลย
- ควรดื่มกาแฟเป็นประจำ กาแฟมีคาเฟอีนช่วยชีวิตได้ตั้งแต่หัว จรดเท้า โดยเฉพาะช่วยเรื่องอัลไซเมอร์ โดยต้องเป็นกาแฟดำเท่านั้น และให้กินได้เยอะเท่าที่เราต้องการจะกิน (ยกเว้นคนท้อง ห้ามกินนับตั้งแต่วันที่ไข่ปฏิสนธิกับอสุจิเลย)
- ควรงดทานอาหารหวานและมันทุกประเภท เพราะนอกจากจะเร่งให้เกิดโรคต่างๆแล้ว ยังทำให้การขับของเสียจากสมองทำได้ยากขึ้น 
- ข่าวดี การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมบริโภคให้ถูกต้อง แม้เริ่มเมื่ออายุ 50 ปีขึ้นไป ก็ยังสามารถชะลอโรคอัลไซเมอร์ได้สูงถึง 80-90 %
- ผลวิจัยปัจจุบันพบว่า ข้อมูลที่บอกว่ากาแฟทำให้กระดูกพรุนไม่เป็นความจริง
- คนที่หมดประจำเดือนแล้วกินวิตามินดีและแคลเซี่ยมไม่ได้ช่วยป้องกันกระดูกพรุน กระดูกยุบ กระดูกหัก เพราะไม่สามารถเพิ่มความหนาแน่นของกระดูกให้เพิ่มขึ้นได้ (ที่เขาให้กินเพื่อผลทางการค้า)
- ชอกโกแลต คือสุดยอดอาหารช่วยสมอง …ขนาดชอกโกแลต ที่มีรสหวานมัน ยังช่วยป้องกันอัมมพฤกษ์ได้ถึง 18 % แต่ถ้าต้องการให้ชะลออัลไซเมอร์และป้องกันอัมมพฤกษ์ได้ ต้องกินแบบไม่หวานมัน (Dark Chocolate) คำว่า Dark Chocolate แปลว่า ต้องมีโกโก้ผสมอยู่มากกว่า 70 % โดยทานทุกวันเป็นประจำ วันละ 1 บาร์ หรือ 1 ช่อง (ยกเว้นชอกโกแลตสีขาว /สีน้ำตาลที่เละๆ เป็นของไม่ดี )
- แนะนำให้ทานถั่วเปลือกแข็งทุกชนิด(ยกเว้นถั่วลิสงอาจจะไม่ช่วยสักเท่าไร) อาทิเช่น อัลมอนท์ เชสนัท วอลนัท มะม่วงหิมพานต์ ฯลฯ ที่ไม่ผ่านการปรุงแต่งรสใดๆ ไม่ใส่เนย น้ำมัน เลย ให้ทานเป็นประจำช่วยชีวิตได้ กินได้ไม่อั้น ไม่จำกัดปริมาณ
- พริกหวาน+ พริกขี้หนู ช่วยลดความเสี่ยงเป็นโรคพาร์คินสัน ทานเป็นประจำสัปดาห์ละ 2-4 มื้อ(รายงานนี้ออกมาเมื่อปีที่แล้วนี่เอง)
- ดื่มแอลกอฮอล์ในปริมาณปานกลางที่พอเหมาะเป็นประจำสม่ำเสมอ คือ ดื่ม 1 โก(GO) หน่วยแอลกอฮอล์ = มีเอทานอล 22 กรัม หรือเท่ากับปริมาณเบียร์ 500 มิลลิลิตร เช่น ปริมาณแอลกอฮอล์ที่เหมาะสมกับการดื่มใน 1 วัน อาทิ เบียร์ ผู้ชายไม่ควรดื่มเกินวันละ 2 แก้ว และผู้หญิงไม่ควรดื่มเกินวันละ 1 แก้ว ปริมาณมาตรฐาน 1 แก้วเบียร์ = 1 GO =500 มิลลิลิตร ทั้งนี้ปริมาณแอลกอฮอล์ในเครื่องดื่มแต่ละชนิดมีสัดส่วนไม่เท่ากัน ควรปรึกษาแพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญเพื่อทราบสัดส่วนที่ถูกต้อง เพราะการดื่มแอลกอฮอล์ในปริมาณที่มากเกินไปตายเร็วแน่นอน “ดื่มเหล้าในปริมาณที่พอเหมาะ จะช่วยเส้นเลือด ช่วยหัวใจ ช่วยอัลไซเมอร์ เพราะสารพิษในสมองเวลามันเลาะออกจากสมองแล้วมันจะลงมายังเส้นเลือด ถ้าเส้นเลือดเราแข็งมันทิ้งขยะไม่ได้ ดังนั้นถ้าเราช่วยเส้นเลือดได้ เราก็เท่ากับช่วยทางอ้อมที่กำจัดพิษจากสมอง” 
- แอลกอฮอล์ไม่ช่วยเรื่องเกี่ยวกับความดันโลหิตต่ำ เพราะยังไม่หลักฐานพอจะอ้างได้ อย่างไรก็ดี คนท้องก็ดี แอลกอฮอล์ก็ไม่ดีสำหรับคนท้อง
- เกี่ยวกับโรคพิษสุนัขบ้า คนที่ถูกสุนัขกัด(โดยที่ยังไม่รู้ว่าสุนัขเป็นโรคพิษสุนัขบ้าหรือไม่) ไม่จำเป็นต้องฉีดวัคซีนรอบสะดือ 14 เข็ม อีกต่อไปแล้ว คุณหมอบอกว่า จากผลงานศึกษาของทั่วโลก พบว่า นอกจากจะไม่ช่วยคนไข้แล้ว ยังอาจจะช่วยไห้คนไข้ตายเร็วขึ้นเพราะแพ้เซรุ่มพิษสุนัขบ้าอีกด้วย

(Source: youtube.com)

ญวน กับ เขมร นักเรียนทุนโคลัมโบด้วยกัน พักห้องเดียวกันในออสเตรเลีย
เขมรรู้สึกว่าญวนฉลาด จึงถามว่ากินอะไรถึงได้ฉลาด ญวนตอบว่า กินหัวปลา
จากนั้น สองคนแชร์กันซื้อปลา เขมรกินหัวปลา ญวนกินตัวปลา
ผ่านไปสามวัน เขมรบ่นกับญวนว่า
“นายกินเนื้อ ฉันได้แต่ดูดกระดูก”
ญวนตอบว่า
“กินหัวปลาสามวันเอง เริ่มฉลาดขึ้นแล้วเห็นมั้ย”

ฝนตกปรอยกรกนกคนตลกชวนดวงกมลคนผอมรอชมภมรดมดอมดอกขจรสองคนชอบจอดรถตรงตรอกยอมทนอดนอนอดกรนรอยลภมรดมดอกหอมบนขอนตรงคลองมอญลมบนหวนสอบจนปอยผมปรกคอสองสมรสมพรคนจรพบสองอรชรสมพรปองสองสมรยอมลงคลองลอยคอมองสองอรชรมองอกมองคอมองผมมองจนสองคนฉงนสมพรบอกชวนสองคนถอนสมอลงชลลองสองหนสองอรชรถอยหลบสมพรวอนจนพลพรรคสดสวยหมดสนกรกนกชวนดวงกมลชงนมผงรอชมภมรบนดอนตรงจอมปลวก
ประสบการณ์คือ…การเรียนรู้จากความผิดพลาดของตนเอง
ความรู้คือ…การเรียนรู้จากความผิดพลาดของคนอื่น
คนโง่ไม่เคยเรียนรู้…จากความผิดพลาดของตนเอง
คนฉลาดเรียนรู้…จากความผิดพลาดของคนอื่น
ถ้ารู้ตัวว่าก้าวผิดจะทำให้พบ…เงื่อนไขของการก้าวถูก
ท่านพุทธทาสภิกขุ

Jockey Club Innovation Tower by Zaha Hadid Architects

(Source: vimeo.com)

World Traveller Jan’14The Middle East’s highest-circulating travel magazine.

World Traveller Jan’14
The Middle East’s highest-circulating travel magazine.